fbpx
Search
Close this search box.

เมื่อ “ค่าคาร์บอน” กลายเป็นภาษีใหม่: เจาะลึกมาตรการ CBAM กับทางรอดของผู้ส่งออกไทย

                                                                                                                                                                                                                                            นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โลกของการค้าขายกับสหภาพยุโรป (EU) จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) เริ่มบังคับใช้จริง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่มันคือ “ต้นทุนภาษี” ที่ผู้ส่งออกไทยต้องแบกรับ หากยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเกินเกณฑ์

CBAM คืออะไร? ทำไมต้องจ่าย?

             อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ EU กำหนด “เพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” (Benchmark Value) สำหรับสินค้า 6 กลุ่ม ได้แก่ ซีเมนต์, เหล็ก, อะลูมิเนียม, ไฟฟ้า, ไฮโดรเจน และปุ๋ย * ถ้าสินค้าของคุณผลิตโดยปล่อยก๊าซฯ เกินเกณฑ์ ผู้นำเข้าใน EU จะต้องซื้อ Carbon Certificate (ราคาประมาณ 60-100 ยูโรต่อตันคาร์บอน) มาจ่ายชดเชย

  • ผลที่ตามมาคือ สินค้าที่ “สกปรก” จะมีราคาสูงขึ้นจนสู้คู่แข่งไม่ได้ และผู้นำเข้า EU ก็จะหันไปซื้อสินค้าจากประเทศที่ “สะอาด” กว่าแทน

สัญญาณอันตราย: ไทยเริ่มเสียตลาดตั้งแต่ยังไม่เก็บจริง

ข้อมูลจากสถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) เผยผลการศึกษาที่น่าตกใจว่า แม้มาตรการจะเพิ่งบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2569 แต่ผลกระทบกลับเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ประกาศนโยบายในปี 2563:

  1. ยอดส่งออกหดตัว: มูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่ม CBAM ของไทยไป EU ลดลงถึง 14% ในปี 2563 และลงหนักขึ้นเป็น 24% ในปี 2566
  2. ผู้นำเข้าปรับตัวไว: EU เริ่มลดการนำเข้าจาก “ประเทศสกปรก” (ปล่อยคาร์บอนสูง) ลงถึง 6.1% และหันไปหาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทน
  3. กระทบเป็นลูกโซ่: ไม่ใช่แค่ 6 กลุ่มสินค้าหลัก แต่สินค้าอื่นๆ (Non-CBAM) ก็เริ่มโดนหางเลขมียอดขายลดลงตามไปด้วย

“รายเล็ก” คือกลุ่มที่น่าห่วงที่สุด

สิ่งที่น่ากังวลคือความเหลื่อมล้ำในการปรับตัว ในขณะที่บริษัทรายใหญ่มีเงินทุนในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ลดก๊าซเรือนกระจกและมีระบบวัดค่าคาร์บอนที่ชัดเจน แต่ “ผู้ประกอบการรายเล็ก (SMEs)” กลับต้องเจอกับกำแพงสูง:

  • ขาดเงินทุน: การเปลี่ยนเครื่องจักรหรือกระบวนการผลิตต้องใช้เงินมหาศาล
  • ขาดความเชี่ยวชาญ: การประเมิน Carbon Footprint มีขั้นตอนซับซ้อนและค่าจ้างผู้ตรวจสอบยังมีราคาสูง

ทางรอดและกลยุทธ์รับมือ

หากไทยไม่รีบปรับตัว เราอาจสูญเสียตลาดสำคัญอย่าง EU ไปอย่างถาวร สิ่งที่ต้องทำทันทีคือ: 

  • รุกก่อนโดนเก็บ: อย่ารอให้ถึงวันจ่ายจริง การเริ่มลดการปล่อยก๊าซฯ ตั้งแต่วันนี้คือการรักษาความสามารถในการแข่งขัน
  • หาตลาดใหม่: กระจายความเสี่ยงไปยังตลาดนอก EU ที่ยังไม่มีมาตรการเข้มงวดเท่า
  • รัฐต้องหนุน: การสร้างระบบซื้อขาย Carbon Certificate ในไทยให้ได้มาตรฐานสากล และการตั้งกองทุนช่วยเหลือ SMEs ให้เข้าถึงเงินทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตเป็นเรื่องเร่งด่วน

บทสรุป

CBAM ไม่ใช่แค่คำขู่ แต่คือบทลงโทษทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแล้ว หากผู้ส่งออกไทยยังนิ่งเฉย “ค่าคาร์บอน” จะกลายเป็นกำแพงภาษีที่สูงจนเราข้ามไม่ไหว ดังนั้น การเร่งหาแหล่งเงินทุนสีเขียวและการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ “สะอาด” จึงไม่ใช่แค่การรักษ์โลก แต่เป็น “ตั๋วใบเดียวที่ใช้เข้าสู่ตลาดโลก” การปรับตัวในวันนี้จึงไม่ใช่ทางเลือกเพื่อกำไร…แต่คือทางรอดเดียวที่จะรักษาลมหายใจของธุรกิจไทยในเวทีการค้าสากลยุคใหม่

ผู้เขียน

Picture of ACU PAY Thailand

ACU PAY Thailand

ให้ทุกเรื่องการเงินเป็นเรื่องง่าย เริ่มต้นวันดีๆ ไปกับเรา MAKE A GREAT DAY WITH ACU PAY

บทความที่เกี่ยวข้อง

เพื่อนๆ สามารถติดตาม ACU PAY Thailand ผ่านช่องทางการติดตามอื่นๆ ได้ที่