fbpx
Search
Close this search box.

ไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus): ภัยเงียบจากสัตว์สู่คนที่คุณต้องเฝ้าระวัง

             ในขณะที่โลกกำลังรับมือกับโรคอุบัติใหม่อย่างต่อเนื่อง “ไวรัสนิปาห์” (Nipah Virus) ได้กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในวงการแพทย์ เคยแพร่ระบาดครั้งแรกในช่วงปี 2541-2542 ที่มาเลเซีย สิงคโปร์ บังกลาเทศ และอินเดียเนื่องจากเป็นโรคติดต่อที่รุนแรงและที่สำคัญคือ “ยังไม่มียารักษาโดยตรง” แม้ในประเทศไทยจะยังไม่พบผู้ติดเชื้อ แต่การทำความรู้จักและรู้วิธีป้องกันไว้ก่อนจึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้

ไวรัสนิปาห์คืออะไร? ติดต่อได้อย่างไร?

             ไวรัสนิปาห์เป็นโรคที่ติดต่อจาก “สัตว์สู่คน” โดยมีพาหะหลักคือ ค้างคาวผลไม้ เชื้อสามารถแพร่กระจายมาสู่คนได้ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ดังนี้:

  1. การสัมผัสสัตว์โดยตรง: สัมผัสมูลหรือสารคัดหลั่งของค้างคาว หรือสัตว์อื่นๆ ที่รับเชื้อมา เช่น สุกร ม้า แมว แพะ และแกะ
  2. การกิน: รับประทานผลไม้ที่มีรอยกัดแทะหรือปนเปื้อนน้ำลาย/ปัสสาวะของค้างคาว เช่น กล้วย หรือฝรั่ง รวมถึงการกินเนื้อสัตว์ที่ติดเชื้อแบบสุกๆ ดิบๆ
  3. จากคนสู่คน: ติดต่อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น เลือดหรือน้ำลาย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ดูแลหรือบุคลากรทางการแพทย์

อาการที่ต้องสังเกต

             ความน่ากลัวของไวรัสนิปาห์คืออาการเริ่มแรกจะดูเหมือน “ไข้หวัดธรรมดา” ทำให้หลายคนชะล่าใจ โดยอาการจะไล่ระดับความรุนแรงดังนี้:

  • ระยะเริ่มต้น: อาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว และอาจมีอาการหายใจลำบาก
  • ระยะรุนแรง: เริ่มไอเสียงดัง และมีอาการทางระบบประสาท เช่น มึนงง สับสน ซึมลง หรือมีอาการชัก
  • ภาวะแทรกซ้อน: ที่อันตรายที่สุดคือ โรคสมองอักเสบนิปาห์(คนไทยมักเรียก) และปอดบวม ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40%

ปัจจัยเสี่ยงและกลุ่มที่ต้องระวัง

             เกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์ทั้ง สุกร ม้า แมว แพะ แกะ รวมไปถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในแหล่งที่ใกล้กับถิ่นอาศัยของค้างคาวผลไม้ ซึ่งพบได้ตามพื้นที่ป่าทึบ หรือป่าที่ใกล้กับชุมชนทั่วโลก ยกเว้นแถบขั้วโลกเหนือ ในประเทศไทยชนิดที่รู้จักกันดี คือ ค้างคาวแม่ไก่ป่าฝน (Pteropus vampyrus) จัดเป็นศัตรูพืชของเกษตรกรชนิดหนึ่ง 

ปัจจัยเสี่ยงในประเทศไทย

             ประเทศไทยมีลักษณะการเกษตรและพฤติกรรมการบริโภคบางประการที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด spillover เช่น สวนผลไม้ที่อยู่ใกล้ชุมชน การบริโภคผลไม้สดหรือเครื่องดื่มคั้นสด รวมถึงการบริโภคอาหารดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ ในบางพื้นที่ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรขนาดใหญ่ ซึ่งหากเกิดการติดเชื้อในสัตว์ อาจทำหน้าที่เป็นตัวขยายเชื้อ (amplifying host) คล้ายกับการระบาดที่ประเทศมาเลเซียในอดีต

             ดังนั้น ถึงแม้ความเสี่ยงในการเกิดโรคในปัจจุบันถึงจะอยู่ในระดับต่ำ แต่หากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบต่อสาธารณสุขและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ประเทศไทยจึงควรมีการเฝ้าระวังเชิงรุกและเตรียมความพร้อมตามแนวคิดของสุขภาพหนึ่งเดียว ที่ดูแล ทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม อย่างต่อเนื่อง

การรักษาและการป้องกัน

             ปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนป้องกันและยารักษาที่เฉพาะเจาะจง การรักษาจึงเป็นการ “รักษาตามอาการ” เพื่อประคับประคองร่างกายให้ต่อสู้กับไวรัสได้ โดยแพทย์อาจพิจารณาใช้ยาต้านไวรัสบางชนิด เช่น Ribavirin เพื่อลดความรุนแรงในบางกรณี

วิธีป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากไวรัสนิปาห์:

  • สุขอนามัยต้องมาก่อน: ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังสัมผัสสัตว์หรือเนื้อสัตว์
  • กินร้อน: ห้ามกินเนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ โดยเด็ดขาด
  • ชำระล้างครื่องครัว หรืออุปกรณ์ต่างๆด้วยน้ำยาฆ่าเชื่อโรค เมื่ออยู่ใกล้แหล่งเสี่ยงติดโรค
  • เลือกผลไม้ให้ดี: หลีกเลี่ยงผลไม้ที่ตกกับพื้นหรือมีรอยกัดแทะ และล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน
  • การจัดการซากสัตว์: หากพบสัตว์ตายผิดปกติ ห้ามนำมารับประทาน ให้ทำลายด้วยการเผาหรือฝัง และไม่ควรเคลื่อนย้ายซากสัตว์ออกนอกพื้นที่เพื่อป้องกันการกระจายเชื้อ

ผู้เขียน

Picture of ACU PAY Thailand

ACU PAY Thailand

ให้ทุกเรื่องการเงินเป็นเรื่องง่าย เริ่มต้นวันดีๆ ไปกับเรา MAKE A GREAT DAY WITH ACU PAY

บทความที่เกี่ยวข้อง

เพื่อนๆ สามารถติดตาม ACU PAY Thailand ผ่านช่องทางการติดตามอื่นๆ ได้ที่