fbpx
Search
Close this search box.

ฝากเงินกับธนาคาร ยิ่งนาน มูลค่ายิ่งลด

หลายคนคงคิดว่าการฝากเงินที่มั่นคงที่สุด คือการฝากเงินไว้กับธนาคารกันใช่ไหม นอกจากจะปลอดภัยแล้วยังมีดอกเบี้ยให้แต่ละปีด้วย แต่ถ้าเรามองดูสภาวะเศรษฐกิจในตอนนี้ที่มีอัตราเงินเฟ้อพุ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งตอนนี้แซงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในธนาคารไปแล้วด้วยซ้ำ ดังนั้นการเก็บเงินไว้ในธนาคารอย่างเดียว อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว

ทำไมฝากเงินกับธนาคาร มูลค่ายิ่งลดลง

หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับคำว่า “เงินเฟ้อ” คือ ภาวะที่ราคาสินค้าและบริการมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และความต้องการของผู้บริโภคที่มากขึ้น ส่งผลให้เราใช้เงินซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ ได้น้อยลง ยิ่งมีเงินเฟ้อมากเท่าไหร่ มูลค่าเงินของเราก็จะยิ่งลดลงเท่านั้น 

ถ้าจะให้อธิบายให้เห็นภาพ ให้มองย้อนกลับไปเมื่อ 5 – 10 ปีที่แล้ว ก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชามราคาประมาณ 30 – 35 บาท แต่ปัจจุบันก๋วยเตี๋ยวราคาเริ่มต้น 50 บาทไปแล้ว ทั้งที่จำนวนเงินมีค่าเท่าเดิม แต่ราคาข้าวของกลับแพงขึ้น 

เห็นได้อย่างชัดเจนจาก “อัตราเงินเฟ้อทั่วไป” เฉลี่ย 7 เดือนแรกของไทย ปีนี้ ในเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2566 ขยับเพิ่มขึ้นราว 2.19 % กลับกัน จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยเดือนสิงหาคม 2566 อัตราเงินฝากประจำสูงสุด 12 เดือน ยังได้รับดอกเบี้ยสูงสุดแค่ 1.90 % และมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ 1.7 % จะเห็นได้ว่าอัตราเงินเฟ้อซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางกำหนดไปแล้ว 

ดังนั้นเพื่อไม่ให้เงินของเราถูกด้อยค่าลงในอนาคต เราจึงต้องหาการออมเงินที่ให้อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อ ไม่เช่นนั้นเงินที่เราเก็บไว้คงไม่พอใช้ในวัยเกษียณแน่นอน  

ลงทุนแบบไหนให้ชนะเงินเฟ้อ

 

  • กองทุนรวม

กองทุนรวมเป็นการลงทุนที่สามารถต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อได้ เหมาะสำหรับมือใหม่ คนที่มีความรู้ไม่มาก หรือไม่มีเวลาดูแลพอร์ตการลงทุน เพราะจะมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เข้ามาดูแลปรับพอร์ตให้ ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

  • ลงทุนในหุ้นกู้เอกชน

ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทเอกชนที่เป็นผู้ออกหุ้น ซึ่งอาจได้รับผลตอบแทนประมาณ 3 – 6% ต่อปี แนะนำว่าควรเลือกเข้าไปลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับ investment grade เช่นอันดับ A – เป็นต้นไป 

  • ลงทุนในหุ้น

หุ้นเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ เพราะผลตอบแทนประมาณการต่อปีอยู่ที่ 8 – 10 % ต่อปี ทั้งยังได้ค่าปันผลและส่วนต่างของราคาเพิ่มเติมอีก แต่การลงทุนในหุ้นก็ย่อมมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ควรศึกษาบริษัทที่จะลงทุนให้ดีก่อน

  • ลงทุนในทองคำ

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัว ไม่ผันผวนไปกับภาวะเงินเฟ้อ เพราะทองคำจะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันเราสามารถลงทุนได้หลากหลายรูปแบบ ทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ หรือลงทุนในโกลด์ฟิวเจอร์ส ผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันก็ได้เช่นกัน ซึ่งสามารถให้ผลตอบแทน 8 – 10 % ต่อปี 

  • ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

อย่างเช่น คริปโตเคอร์เรนซี สามารถให้ผลตอบแทนที่สูง แต่การลงทุนดิจิทัลมีความเสี่ยงและโอกาสขาดทุนสูงมาก เพราะราคาเหรีญมีความอ่อนไหวตามกระแสข่าวทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นควรศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน 

ทั้งหมดนี้คือทางเลือกที่จะสร้างความมั่งคั่งให้กับเรา ได้มากกว่าแค่การฝากเงินในธนาคาร แต่ทั้งนี้ก่อนการลงทุนทุกครั้ง ควรเข้าใจและศึกษาความเสี่ยง และประเภทผลตอบแทนที่อยากได้ ก่อนจะตัดสินใจลงทุน 

บทความที่เกี่ยวข้อง

เพื่อนๆ สามารถติดตาม ACU PAY Thailand ผ่านช่องทางการติดตามอื่นๆ ได้ที่