fbpx
Search
Close this search box.

เมื่อ “ค่าหมอ” แพงกว่า “ค่าครองชีพ”: เจาะลึกวิกฤตเงินเฟ้อทางการแพทย์ปี 2569

             ในยุคที่การวางแผนการเงินเพื่ออนาคตที่มั่นคงเป็นสิ่งสำคัญ กลับมีตัวเลขหนึ่งที่พุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจและส่งผลกระทบต่อกระเป๋าเงินของคนไทยทุกคน นั่นคือ “ค่ารักษาพยาบาล” ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 โดยนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เผยแพร่รายงานภาวะสังคมไทยที่ระบุว่า โลกกำลังเผชิญกับภาวะ “เงินเฟ้อทางการแพทย์” อย่างรุนแรง โดยในปี 2569 นี้ คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ทั่วโลกจะอยู่ที่ 10.3% แต่ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือประเทศไทย ซึ่งมีอัตราสูงถึง 10.8% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา หากมองภาพให้ชัดขึ้นคือ ค่ารักษาพยาบาลในไทยแพงขึ้นเร็วกว่าราคาสินค้าทั่วไป (เงินเฟ้อทั่วไปที่ 0.7%) ถึง 15 เท่าตัวเลยทีเดียว

ทำไมบิลค่ารักษาถึงพุ่งไม่หยุด?

             สาเหตุหลักที่ทำให้ต้องจ่ายค่าหมอแพงขึ้นนั้น ไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลพวงจากโครงสร้างต้นทุนที่ซับซ้อนในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งสามารถสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้:

  1. การทุ่มงบลงทุนในเทคโนโลยีล้ำสมัย

             โรงพยาบาลเอกชนกว่า 92% ยอมรับว่า “เทคโนโลยีการแพทย์” คือตัวขับเคลื่อนต้นทุนที่ใหญ่ที่สุด เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและการรักษาที่แม่นยำขึ้น โรงพยาบาลจึงต้องนำเข้าเครื่องมือราคาแพงจากต่างประเทศ เมื่อต้นทุนเริ่มต้นสูง โรงพยาบาลจึงจำเป็นต้องผลักภาระนี้ไปยังค่าบริการและเบี้ยประกันสุขภาพเพื่อให้เกิดความคุ้มทุนในการดำเนินธุรกิจ

  1. สงครามค่าตอบแทนบุคลากร

             บุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญคือหัวใจสำคัญของโรงพยาบาล ทำให้เกิดการแข่งขันดึงตัวบุคลากรด้วยค่าตอบแทนที่สูงลิ่ว ข้อมูลระบุว่าในปี 2568 ค่าใช้จ่ายส่วนนี้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 45% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดในโรงพยาบาลเอกชน นอกจากนี้ยังมีต้นทุนด้านการบริหารจัดการอาคารสถานที่ ซึ่งแตกต่างจากโรงพยาบาลรัฐที่มีการคุมราคากลางผ่านบัญชียาหลักแห่งชาติ ทำให้โรงพยาบาลเอกชนสามารถตั้งราคาได้ตามดุลยพินิจของบริหาร

  1. ข้อจำกัดของภาครัฐและความแออัด

             ด้วยข้อจำกัดของโรงพยาบาลรัฐ ทั้งเรื่องอัตราครองเตียงที่หนาแน่นและระยะเวลาการรอคอยที่ยาวนาน ทำให้ผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อบางส่วนจำเป็นต้องยอมจ่ายแพงเพื่อไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนแทน ส่งผลให้ความต้องการ (Demand) ในภาคเอกชนสูงขึ้นและหนุนให้ราคายังคงอยู่ในระดับสูง

“ประกันเหมาจ่าย” กับพฤติกรรมการใช้บริการเกินจำเป็น

             อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่อง “ความเท่าเทียมและพฤติกรรมผู้บริโภค” พบว่ารูปแบบประกันสุขภาพแบบ “เหมาจ่าย” ได้สร้างแรงจูงใจให้เกิดการใช้บริการทางการแพทย์ที่เกินความจำเป็น (Over-utilization) โดยสถิติระบุว่ามีผู้เอาประกันเพียง 5% เท่านั้นที่สร้างยอดเคลมสินไหมสูงถึง 28% ของทั้งหมด พฤติกรรมนี้ส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้บริษัทประกันต้องปรับเพิ่มเบี้ยประกันสุขภาพจนคนส่วนใหญ่เริ่มส่งไม่ไหว ทำให้ปัจจุบันหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง คปภ. ต้องเริ่มนำมาตรการ Co-payment หรือการให้ผู้ป่วยร่วมจ่ายค่ารักษาส่วนแรกมาใช้ เพื่อลดการใช้บริการที่พร่ำเพรื่อ

ทางออกเพื่อความยั่งยืนของสุขภาพคนไทย

             เพื่อให้คนไทยยังคงเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพในราคาที่เอื้อมถึง สศช. ได้เสนอแนวทางที่สำคัญไว้ดังนี้:

  • การกำกับดูแลจากภาครัฐ: ควรมีการกำหนดเพดานควบคุมราคายาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นในโรงพยาบาลเอกชนให้ชัดเจน และบังคับให้มีการเปิดเผยโครงสร้างต้นทุนเพื่อให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบราคาได้ก่อนตัดสินใจ
  • การนำ AI มาช่วยลดต้นทุน: การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในระบบนัดหมาย การตรวจวินิจฉัยเบื้องต้น หรือการจัดการเคลมประกัน จะช่วยลดภาระงานและต้นทุนด้านการบริหารจัดการลงได้มหาศาล
  • การมีส่วนร่วมของผู้ป่วย: ในฐานะคนไข้ควรมีสิทธิซักถามถึงทางเลือกในการรักษา ผลดีและผลเสีย รวมถึงความจำเป็นของหัตถการต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดการรักษาที่เกินความจำเป็นและเป็นการป้องกันกระเป๋าเงินของตนเอง

             โดยสรุปแล้ว แม้ว่าเทคโนโลยีการแพทย์จะก้าวหน้าไปไกลจนช่วยให้มีอายุยืนยาวขึ้น แต่ “ราคา” ที่ต้องจ่ายก็สูงขึ้นตามไปด้วย การรู้เท่าทันกลไกราคาและการวางแผนสุขภาพอย่างชาญฉลาด จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามในปี 2569 นี้

ผู้เขียน

Picture of ACU PAY Thailand

ACU PAY Thailand

ให้ทุกเรื่องการเงินเป็นเรื่องง่าย เริ่มต้นวันดีๆ ไปกับเรา MAKE A GREAT DAY WITH ACU PAY

บทความที่เกี่ยวข้อง

เพื่อนๆ สามารถติดตาม ACU PAY Thailand ผ่านช่องทางการติดตามอื่นๆ ได้ที่