fbpx
Search
Close this search box.

พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ในไทยต้องเสียภาษีอย่างไรบ้าง

             ปัจจุบันการขายของออนไลน์กลายเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมมากในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการขายผ่าน Facebook, TikTok Shop, Shopee, Lazada หรือ Instagram หลายคนเริ่มต้นจากการขายเล็ก ๆ เป็นรายได้เสริม ก่อนจะค่อย ๆ ขยายจนกลายเป็นธุรกิจจริงจัง แต่เมื่อรายได้เริ่มมากขึ้น สิ่งที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องให้ความสำคัญก็คือเรื่อง “ภาษี” เพราะถือเป็นหน้าที่ของผู้มีรายได้ทุกคน 

             หลายคนอาจสงสัยว่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ต้องเริ่มตอนไหน และต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้ยากอย่างที่คิด หากเข้าใจพื้นฐานตั้งแต่แรกก็สามารถจัดการด้วยตัวเองได้ง่าย

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

             ภาษีหลักที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องเจอ คือ “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” เพราะรายได้จากการขายสินค้าออนไลน์ถือเป็นเงินได้จากการค้าขาย

หากมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จะต้องยื่นภาษีทุกปี โดย

  • คนโสดที่มีรายได้เกิน 60,000 บาทต่อปี ต้องยื่นภาษี
  • คนมีคู่สมรสที่มีรายได้รวมเกิน 120,000 บาทต่อปี ต้องยื่นภาษี

             อย่างไรก็ตาม การยื่นภาษีไม่ได้แปลว่าจะต้องเสียภาษีเสมอไป เพราะยังสามารถหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนได้อีก หากคำนวณแล้วรายได้สุทธิไม่ถึงเกณฑ์ ก็อาจไม่ต้องจ่ายภาษีเพิ่มเติม

ค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาหักภาษีได้

             พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์สามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขายมาหักได้ เพื่อลดภาระภาษี เช่น

  • ต้นทุนสินค้า
  • ค่ากล่องพัสดุ
  • ค่าจัดส่งสินค้า
  • ค่าโฆษณาออนไลน์
  • ค่าอุปกรณ์ถ่ายรูปหรือถ่ายวิดีโอ
  • ค่าอินเทอร์เน็ต
  • ค่าอุปกรณ์ที่ใช้ในการแพ็กสินค้า

             ดังนั้นการเก็บใบเสร็จ บิล หรือหลักฐานการโอนเงินจึงสำคัญมาก เพราะช่วยยืนยันค่าใช้จ่ายและทำให้เสียภาษีน้อยลงได้

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

             อีกภาษีที่ร้านค้าออนไลน์ควรรู้ คือ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” หรือ VAT หากร้านค้ามีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องจดทะเบียน VAT กับกรมสรรพากร หลังจากจดแล้ว ร้านค้าจะต้องเรียกเก็บภาษี 7% จากลูกค้า และนำส่งให้กรมสรรพากรตามกำหนด

             ร้านค้าออนไลน์ที่ยอดขายเริ่มเติบโตจึงควรตรวจสอบรายได้ของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เพราะหากรายได้ถึงเกณฑ์แต่ไม่จด VAT อาจถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังและเสียค่าปรับได้

ต้องยื่นภาษีช่วงไหน

             พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์อาจต้องยื่นภาษี 2 รอบ คือ

  • ภาษีกลางปี
  • ภาษีสิ้นปี

             โดยปัจจุบันสามารถยื่นออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากรได้ ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสำนักงาน ทำให้สะดวกกว่าสมัยก่อนมาก

ทำไมร้านค้าออนไลน์ถึงถูกตรวจสอบมากขึ้น

             ในช่วงหลัง กรมสรรพากรเริ่มตรวจสอบร้านค้าออนไลน์จริงจังมากขึ้น เพราะแพลตฟอร์มออนไลน์และธนาคารสามารถส่งข้อมูลธุรกรรมให้ตรวจสอบได้ โดยเฉพาะบัญชีที่มีเงินเข้าออกจำนวนมาก หรือมีรายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี

             ทำให้ปัจจุบันการขายของออนไลน์ไม่ใช่เรื่องที่สามารถหลีกเลี่ยงภาษีได้ง่ายเหมือนในอดีต หลายร้านจึงเริ่มหันมาทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างจริงจังมากขึ้น

สิ่งที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ควรเริ่มทำ

             เพื่อให้จัดการเรื่องภาษีได้ง่ายขึ้น พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ควร

  • แยกบัญชีร้านค้าออกจากบัญชีส่วนตัว
  • จดรายรับรายจ่ายทุกวัน
  • เก็บใบเสร็จและหลักฐานค่าใช้จ่าย
  • สรุปยอดขายในแต่ละเดือน
  • ศึกษาวิธียื่นภาษีเบื้องต้น

             การเตรียมตัวตั้งแต่แรกจะช่วยลดปัญหาในอนาคต และทำให้การขายของออนไลน์เป็นธุรกิจที่มั่นคงมากขึ้น ซึ่งทุกวันนี้การขายออนไลน์ไม่ได้เป็นเพียงงานเสริมเล็ก ๆ อีกต่อไป แต่กลายเป็นอาชีพหลักของคนจำนวนมากในประเทศไทย ดังนั้นเรื่องภาษีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ควรรู้และให้ความสำคัญตั้งแต่เริ่มต้น

ผู้เขียน

Picture of ACU PAY Thailand

ACU PAY Thailand

ให้ทุกเรื่องการเงินเป็นเรื่องง่าย เริ่มต้นวันดีๆ ไปกับเรา MAKE A GREAT DAY WITH ACU PAY

บทความที่เกี่ยวข้อง

เพื่อนๆ สามารถติดตาม ACU PAY Thailand ผ่านช่องทางการติดตามอื่นๆ ได้ที่