fbpx
Search
Close this search box.

กว่าจะมีวันนี้ ประวัติความเป็นมาของ “แบรนด์ระดับโลก”

หลายคนเห็นแบรนด์ระดับโลกต่างๆที่มีอยู่มากมายหลายแบรนด์ ว่าร่ำรวยมากและประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจเป็นอย่างมาก แต่กว่าจะมีวันนี้ใครจะรู้บ้างว่า “กว่าจะมีวันนี้” ของแบรนด์ต่างๆระดับโลก ในตอนแรกนั้น มีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง 

1. Chanel ครอบครัวไม่พร้อม ไม่ใช่ข้อแม้ที่จะประสบความสำเร็จ

สาวๆ หลายคนคงเคยได้เห็นหรือเคยได้ยินแบรนด์นี้ผ่านหูผ่านตามาบ้าง Gabrielle Bonheur “Coco” Chanel  เกิดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ปี 1883 ที่เมืองแมเนลัวร์ทางตะวันตกเฉียง แต่เด็กทารกคนนี้ยังไม่รู้หรอกว่าต้องเผชิญอะไรบ้าง ครอบครัวมีความขัดแย้งกันมาตลอดโดยเฉพาะปัญหาระหว่างคุณพ่อและคุณแม่ ถึงขนาดครอบครัวช่วงแรกต้อง “พยายาม” ดีกันเพื่อลูกๆ แต่เมื่อแม่เสียชีวิตลงจากวัณโรค โกโก้ถูกส่งไปที่สถานกำเลี้ยงเด็กกำพร้ากับพี่น้องผู้หญิงอีก 2 คนในวัยเพียง 12 ปี แต่ใครจะรู้ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ที่แทบไม่มีใครคาดคิด เธอได้ใช้ช่วงเวลาในสถานสงเคราะห์เรียนรู้เกี่ยวกับการเย็บปักถักร้อยและศึกษาเกี่ยวผ้ารวมถึงวัสดุในการทำสั่งสมประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ และในภายหลังได้ทำงานในช็อปเสื้อผ้าที่เชี่ยวชาญในเนื้อผ้าหลายชนิดตอนช่วงอายุ 18 นี่คือปัจจัยเริ่มต้นให้โกโก้มีส่วนที่จะพัฒนาสู่ระดับสุดยอด ด้วยฝีมือและความขยันผลักดันสาวคนนี้ให้ค่อยๆ มีฐานะขึ้น มีการศึกษาที่ดีขึ้น

การพัฒนาของแบรนด์เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และแล้วชุดสูทเอกลักษณ์ประจำแบรนด์ได้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงยุค ‘20s ที่โกโก้พบกับยุกแห่งเวสต์มินสเตอร์ส่งผลให้เสื้อผ้ากลิ่นอายที่เป็นอมตะจนถึงปัจจุบันมีรากฐานที่มาจากชุดชนชั้นสูงของอังกฤษ ต่อมาก็เป็น The Little Black Dress อีกหนึ่งผลงานสุดอมตะถูกสร้างสรรค์ขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน กลายเป็นชุดในตำนานที่ไม่เคยตายจากวงการแฟชั่น ความอัจฉริยะทำให้โกโก้ในช่วงวัย 40-50 ปีรุ่งเรืองอย่างมาก แบรนด์ชาเนลมีไลน์ธุรกิจถึง 4 รูปแบบทั้งแฟชั่นเฮาส์ วัสดุผ้าและสิ่งทอ น้ำหอม และเวิร์กช็อปสำหรับจิวเวลรี่ชนิดคัสตอม ความเก่งกาจของผู้หญิงคนนี้ทำให้ช่วงปี ‘30s เธอฮอตฮิตมากจนได้ออกแบบงานตั้งแต่การแสดงโชว์แบบที่เคยทำ หรือแม้แต่ภาพยนตร์ที่เริ่มใช้ผลงานฝีมือของแบรนด์นี้เข้าฉากจนโด่งดังไปถึงฮอลลีวู้ดเลยทีเดียว

2. Nike จากเป็นตัวแทน จนผลิตและจัดจำหน่ายเอง

ถ้าพูดถึงแบรนด์กีฬา หลายคนคังจะนึกแบรนด์นี้ขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ ประวัติต้องย้อนกลับไปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แบรนด์รองเท้ากีฬาที่มีความเติบโตมาจากประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ Onitsuka tiger และเหตุนี้เองทำให้โด่งดังไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย เพราะว่าทหารอเมริกันที่ไปประจำการที่ประเทศญี่ปุ่นต่างก็หิ้วรองเท้า Onitsuka tiger กลับมาที่ประเทศอีกด้วย เหตุนี้เองทำให้เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดแบรนด์ Nike ขึ้นมา เนื่องจากตอนนั้นนักศึกษามหาวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยออริกอน ต้องการรองเท้ากีฬาดีๆ เพื่อใช้แข่งขัน โดยโค้ชและนักกีฬามหาวิทยาลัยในตอนนั้นเห็นว่ารองเท้าที่มีคุณภาพที่สุดคือ Onitsuka tiger 

โดยปี 1964 โค้ชบอกว่าถ้าอย่างนั้นเราเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ว่าเราอยากเป็นตัวแทนจำหน่ายรองเท้าเพียงเจ้าเดียว ในสหรัฐอเมริกา โดยทางคุณ Onitsuka ก็ยินยอมด้วย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งบริษัทออรินอลของ Nike ชื่อว่า Blue ribbon Sport หรือ BRS ในปี 1964 ในปีแรกขายได้ 1,300 คู่ มีรายได้ 1,000 เหรียญสหรัฐ ต่อมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 70 สัญญาตัวแทนระหว่าง  Blue ribbon Sport กับ Onitsuka tiger เริ่มจะหมดลง จึงนำรองเท้ามาแกะเป็นชิ้นๆ เพื่อดูว่าผลิตรองเท้าอย่างไร โดยตั้งชื่อแบรนด์ว่า Nike มาจากเทพีชันชนะของทางกรีก โดยตั้งเป้าหมายว่าแบรนด์ Nike ต้องไม่ใช่แค่เพื่อเล่นกีฬา แต่ต้องเป็นแฟชั่นด้วย โดยจนมีชื่อเสียงมาจนทุกวันนี้ 

3. Gucci จากพนักงานโรงแรมที่ช่างสังเกตสู่แบรนด์ดังระดับโลก

โดยผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่มีชื่อว่า กุชชิโอ กุชชี่ (Guccio Gucci) เริ่มต้นจากการทำงานในโรงแรมซาวอยู่ที่กรุงลอนดอน กุชชี่นั้นได้หลงใหลในความสวยงามของกระเป๋าเดินทางของแขกผูู้ที่ข้าพักโรงแรม ที่พบเห็นอยู่ทุกวัน จนในที่สุดเขาได้ตัดสินใจกลับไปยังบ้านเกิดที่ฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี และได้เปิดร้านผลิตเครื่องหนังเป็นของตนเอง เมื่อกิจการตกทอดสู่รุ่นลูก “อัลโด กุชชี” (Aldo Gucci) สินค้าภายใต้ชื่อ Gucci ก็ได้จำหน่ายไปทั่วโลก อัลโดเป็นผู้ตัดสินใจเปิดร้านกุชชีแห่งที่สองในกรุงโรมในช่วงทศวรรษ 1950 หลังจากที่ประสบความสำเร็จในโรมแล้วอัลโดก็ตัดสินใจเปิดร้านสาขาแห่งใหม่ในนิวยอร์ก 

ต่อมากิจการได้ตกทอดสู่ลูกชายของเปาโลคือมาอุริซิโอ ได้รับช่วงมรดกกิจการครึ่งหนึ่งเขารู้สึกอึดอัดใจกับเรื่องราวแปลกประหลาดในครอบครัว จึงตัดสินใจที่จะยึดครองกิจการไว้ในมือเสียเองทั้งหมด โดยให้บริษัทอินเวสต์คอร์ป (Invest corp) ดำเนินการซื้อหุ้นกิจการส่วนที่เหลือจากญาติพี่น้องของเขา โดยให้บริษัทอินเวสต์คอร์ป (Invest corp) ดำเนินการซื้อหุ้นกิจการส่วนที่เหลือจากญาติพี่น้องของเขา เปาโลเป็นคนแรกที่ยอมขายหุ้นในมือและในที่สุด มาอุริซิโอ ก็ได้ฟื้นฟูภาพพจน์กิจการที่ย่ำแย่ให้คืนกลับมา โดยมีผู้ช่วยคนสำคัญคือ โดเมนิโก เดอ โซเล ทนายความของเขา

Marco Bizzarri ผู้ที่เป็น CEO คนปัจจุบันของกุชชี่ได้ประกาศออกมาว่า ทางกุชชี่จะเลิกใช้วัสดุที่ทำจากขนสัตว์แท้ทั้งหมดภายในปี 2018 โดยเริ่มต้นจาก Collection Spring Summer เป็นต้นไปโดยที่ Marco ให้เหตุผลเอาไว้ว่าการเลิกใช้ขนสัตว์ถือเป็นการเป็นการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมส่วนรวม อีกทั้งเขายังมองว่าสินค้าที่ทำจากขนสัตว์มันเชยไปแล้วซึ่งเราสามารถผลิตไอเดียสร้างสรรค์ได้อีกมากมายแล้วก็สามารถทำมันให้ออกมาดีได้โดยที่ไม่จะเป็นต้องใช้ขนสัตว์ และสำหรับ Collection ก่อนหน้านี้ที่ทำมาจากขนสัตว์ ทางกุชชี่จะนำมาประมูลเพื่อนำรายได้ไปบริจาคให้องค์กรสิทธิสัตว์ Humane Society International

บทความที่เกี่ยวข้อง

เพื่อนๆ สามารถติดตาม ACU PAY Thailand ผ่านช่องทางการติดตามอื่นๆ ได้ที่